1

1

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศ



     ปัจจุบัน พัฒนาการและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์การ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหารในอนาคตให้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ โดยผู้บริหารต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการทำงานขององค์การออกเป็น 5 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

            1. การปรับปรุงรูปแบบการทำงานขององค์การ เทคโนโลยี หลายอย่างได้ถูกนำเข้ามาใช้ภายในองค์การ และส่งผลให้กระบวนการทำงานได้เปลี่ยนรูปแบบไป ตัวอย่างเช่น การนำเอาเทคโนโลยีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronics mail) เข้า มาใช้ภายในองค์การ ทำให้การส่งข่าวสารไม่ต้องใช้พนักงานเดินหนังสืออีก
            2. การสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์   โดย เทคโนโลยีสารสนเทศจะผลิตสารสนเทศที่สำคัญให้แก่ผู้บริหารที่จะใช้เป็นแนวทาง ในการตัดสินใจและการสร้างความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งขัน ในอนาคตการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีความรุนแรงมากขึ้น การบริหารงานของผู้บริหารที่อาศัยเพียงประสบการณ์และโชคชะตาอาจจะไม่เพียงพอ แต่ถ้าผู้บริหารมีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมาประกอบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาและบริหารงานได้มีประสิทธิภาพ
            3. เครื่องมือในการทำงาน    เทคโนโลยี ถูกนำเข้ามาใช้ภายในองค์การ เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เช่น การออกเอกสารต่าง ๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบชิ้นส่วนของเครื่องจักร และการควบคุมการผลิต เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสามารถที่จะนำมาประยุกต์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณภาพของการที่จะนำมาประยุกต์ใน หลาย ๆ ด้าน โดยเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคุณภาพของการทำงานให้ดี
            4. การเพิ่มผลผลิตของงานโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล    ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ถูก พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการใช้งานสะดวกและไม่ซับซ้อนเหมือนอย่างคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ในท้องตลาดยังมีชุดคำสั่งประยุกต์ (application software) อีก มากมายที่สามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตของงานได้อย่างมาก และเมื่อต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบเครือข่าย ก็จะทำให้องค์การสามารถรับ-ส่งข้อมูลและข่าวสารจากทั้งภายในและภายนอก องค์การได้อีกด้วย ดังนั้นในอนาคตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกลายเป็นเครื่องมือหลักของพนักงานและ ผู้บริหารขององค์การ
            5. เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร    ใน ช่วงแรกของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานทางธุรกิจคอมพิวเตอร์จะถูกใช้เป็นเพียง อุปกรณ์หลักที่ช่วยในการเก็บและคำนวณข้อมูลต่าง ๆ เท่านั้น ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยสามารถที่จะต่อเป็นระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง คอมพิวเตอร์ ปัจจุบันผู้ใช้สามารถติดต่อเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน ได้จากทุกหนทุกแห่งทั่วโลก คอมพิวเตอร์จึงมีบทบาทที่สำคัญมากกว่าการเป็นเครื่องมือที่เก็บและประมวลผล ข้อมูลเหมือนอย่างในอดีตต่อไป
            แนว โน้มของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ แสดงให้เราเห็นได้ว่าในอนาคต ผู้ที่จะเป็นนักบริหารและนักวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่เพียงแค่ รู้จักคอมพิวเตอร์ แต่จะต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยผู้บริหารในอนาคตจะต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงานของตน มีความคิดในการที่จะสร้างระบบสารสนเทศที่ตนเองต้องการ เพื่อช่วยในการตัดสินใจในภาวะที่มีการแข่งขันสูง ทำให้การบริหารของตนเองมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จอย่างสูง ขณะที่นักวิชาชีพจะใช้ระบบสารสนเทศในการรวบรวมประมวลผล และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต
            ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้บูรณการเข้าสู่ระบบธุรกิจ ดังนั้นองค์การที่จะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับ เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจใน อนาคต เพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ ได้ศึกษา แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้ เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญในอนาคตมีดังต่อไปนี้
            1. คอมพิวเตอร์ (computer) ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกที่เครื่องมีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า ความสามารถต่ำ และใช้พลังงานสูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทำ ให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบัน โดยที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะที่มีความสามารถเท่าเทียมหรือมากกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในสมัยก่อน ตลอดจนการนำคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคำสั่ง (reduced instruction set computer) หรือ RISC มา ใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่าย ๆ นอกจากนี้พัฒนาการและการประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีการประมวลผลตามหลักเหตุผลของมนุษย์หรือระบบ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
            2. ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ AI เป็น การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้ เหมือนอย่างการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและทดลองที่จะพัฒนาระบบ คอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานที่มีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ถ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะสามารถนำมาประยุกต์ ใช้งานต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ความสามารถใน การแก้ปัญหาได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ และหุ่นยนต์ (robotics)เป็นการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถปฏิบัติงานและใช้ทักษะการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับการทำงานของมนุษย์ เป็นต้น
            3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (executive information system) หรือ EISเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนำมาให้คำแนะนำผู้บริหารในการตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้าง โดย EIS เป็น ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้านต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ รวมทั้งสถานะของคู่แข่งขันด้วย โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนตลอดจนง่ายต่อการใช้งาน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากไม่เคยชินกับการติดต่อและสั่งงานโดยตรง กับระบบคอมพิวเตอร์
            4. การจดจำเสียง (voice recognition) เป็น ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์จดจำเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่นักวิทยา ศาสตร์ต้องการ ถ้าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้สร้างระบบการจดจำเสียง ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลแก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ไม่เคยชินกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับ ระบบได้ง่าย เช่น ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขยายคุณค่าเพิ่มของเทคโนโลยี สารสนเทศที่มีต่อธุรกิจ
            5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic data interchange) หรือ EDI เป็น การส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่น โดยผ่านทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
            6. เส้นใยแก้วนำแสง เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการส่งสัญญาณแสง ผ่านเส้นใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับ ทางด่วนข้อมูล ที่ จะเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ปัจจุบันเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนำแสงได้ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสารมวลชนและการ ค้าขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
            7. อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์กับเครือข่าย นี้ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เป็นต้น
            8. ระบบเครือข่าย โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะ มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจาย ความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าในอดีต
            9. การประชุมทางไกล เป็น การนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เพื่อให้สนับสนุนในการประชุมมีประสิทธิภาพ โดยผู้นำเข้าร่วมประชุมไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในห้องประชุมและพื้นที่เดียว กัน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะในสภาวะการจราจรที่ติดขัด ตลอดจนผู้เข้าประชุมอยู่ในเขตที่ห่างไกลกันมาก
            10. โทรทัศน์ตามสายและผ่านดาวเทียม การ ส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสื่อต่าง ๆ ไปยังผู้ชม จะมีผลทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ กว้างขึ้น โดยที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมรายการมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถตัดสินใจในทางเลือกต่าง ๆ ได้เหมาะสมขึ้น
            11. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย การนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือ ข่าวสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้าน คอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ จอภาพที่มีความละเอียดสูง เข้า กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับความสนใจจาก บุคคลหลายกลุ่ม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่างมาก
            12. การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ หรือการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยในด้านการเรียนการสอนที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หรือ CAI” การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนเปิดช่องทางใหม่ในการเรียนรู้ โดยส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจนปรัชญาการเรียนรู้ด้วยตนเอง
            13. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ หรือ CADเป็น การนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และระบบข้อมูลเข้ามาช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมทั้งรูปแบบหีบห่อของผลิตภัณฑ์หรือการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยทางด้านการออก แบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมให้มีความเหมาะสมกับความต้องการและความเป็นจริง ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในการออกแบบ โดยเฉพาะในเรื่องของเวลา การแก้ไข และการจัดเก็บแบบ
            14. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต  หรือCAM เป็น การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์จะมีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือได้ในการทำงานที่ ซ้ำกัน ตลอดจนสามารถตรวจสอบรายละเอียดและข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์ได้ตามมาตรฐานที่ ต้องการ ซึ่งจะช่วยประหยัดระยะเวลาและแรงงาน ประการสำคัญ ช่วยให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอตามที่กำหนด
            15. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์  หรือ GISเป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้านรูปภาพ และข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาจัดทำแผนที่ในบริเวณที่สนใจ GIS สามารถ นำมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์ การบริหารการขนส่ง การสำรวจและวางแผนป้องกันภัยธรรมชาติ การช่วยเหลือและกู้ภัย เป็นต้น



                                                     ----------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศัพท์เพิ่มเติม บทที่ 2

ระบบการจัดการเงินสด (Cash Management System)
  - ช่วยให้บริษัทสามารถประมาณการและจัดการเกี่ยวกับระบบเงินสดได้รวดเร็วขึ้น โดยดูจากข้อมูลของการรับสั่งสินค้า และจาก Invoice ของการซื้อและขาย
  - ระบบจะมีการประมวลผลทั้งในด้านการรับและจ่ายเงินสด เช็ค โอนเงิน ฯลฯ และสามารถดูรายละเอียดของเอกสารที่เกิดขึ้นในแต่ละรายการได้เช่นเลขที่เอกสาร เงื่อนไขการจ่ายชำระ
 - สามารถกระทบยอดรายการที่เกิดขึ้นจริงกับรายการที่เกิดขึ้นกับธนาคารได้โดยผู้ใช้บันทึกรายการ Statement ของธนาคาร หรือโอนข้อมูล Statement ได้

   Electronic Funds Transfer การโอนเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
   การโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งโดยใช้คอมพิวเตอร์, การใช้คอมพิวเตอร์ในการโอนเงินระหว่างบุคคลหรือองค์กร, ระบบที่ใช้ในการส่งผ่านโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ระบบนี้สามารถโอนเงินจากบัญชีหนึ่งเข้าไปฝากอีกบัญชีหนึ่งได้ทันที

 Cost -accounting Systems
ระบบบัญชีค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกออกแบบมาเพื่อวัดเสร็จสมบูรณ์แล้วค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของสินค้าและบริการ ในขณะที่การบัญชีกระแสเงินสดมาตรฐานมุ่งเน้นไปที่ตรงค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและค่าใช้จ่ายระบบบัญชีค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมช่วงกว้างของค่าใช้จ่าย ประโยชน์บัญชีค่าใช้จ่ายเต็มของเมื่อเทียบกับบัญชีกระแสเงินสดเป็นที่ให้ปัจจัยค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการได้รับการพิจารณาสำหรับการวางแผนและการตัดสินใจวัตถุประสงค์

Time to market
ความยาวของเวลาที่ใช้ในผลิตภัณฑ์จากการคิดจนเป็นที่พร้อมสำหรับการขาย ทีทีเอ็มเป็นสิ่งที่สำคัญในอุตสาหกรรมที่ผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว สมมติฐานที่พบบ่อยคือการที่ทีทีเอ็มที่สำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์แรกของชนิด แต่ที่จริงผู้นำมักจะมีความหรูหราของเวลาในขณะที่นาฬิกาจะเห็นได้ชัดว่าการทำงานสำหรับผู้ติดตาม
การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning, MRP) คือ
กระบวนการวางแผนการควบคุมวัสดุและการวางแผนการผลิต ระบบวางแผนความต้องการวัสดุจะพิจารณาความต้องการวัสดุจนถึงระดับผลิตภัณฑ์ โดยคำนวณความต้องการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อจัดการสั่งผลิตหรือสั่งซื้อส่วนประกอบนั้นๆ นอกจากนี้ ระบบวางแผนความต้องการวัสดุยังทำหน้าที่เป็นกลไกในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตารางการผลิตเมื่อมีการทบทวนแผนงาน
Bill of Materials (BOM)
คือรายการของวัตถุดิบประกอบย่อยส่วนประกอบกลางย่อยส่วนประกอบชิ้นส่วนและปริมาณของแต่ละที่จำเป็นในการผลิตสินค้าที่สิ้นสุด . BOM อาจจะใช้สำหรับการสื่อสารระหว่างคู่ค้าการผลิตหรือถูกคุมขังในโรงงานผลิตเดียว
BOM สามารถกำหนดผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาได้รับการออกแบบ ( การเรียกเก็บเงินของวัสดุวิศวกรรม ) เช่นที่พวกเขาจะได้รับคำสั่ง (เรียกเก็บเงินจากการขายวัสดุ) ขณะที่พวกเขาถูกสร้างขึ้น ( ค่าการผลิตของวัสดุ ) หรือที่พวกเขาจะเก็บรักษาไว้ (ค่าบริการของวัสดุ) ชนิดที่แตกต่างกันของ BOMs ขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจและการใช้งานที่พวกเขามีความตั้งใจ ในอุตสาหกรรมกระบวนการ BOM เป็นที่รู้จักกันเป็นสูตร , สูตรหรือรายการส่วนผสม . ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ BOM แสดงให้เห็นถึงรายชื่อของชิ้นส่วนที่ใช้ในคณะกรรมการการเดินสายไฟที่พิมพ์หรือแผงวงจรพิมพ์ เมื่อการออกแบบของวงจรเสร็จสิ้นรายการ BOM จะส่งให้กับPCBวิศวกรรูปแบบเช่นเดียวกับที่วิศวกรส่วนที่จะจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการออกแบบ
Economic Order Quantity (EOQ)
คือ ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด โดยการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งจะสั่งในปริมาณหรือจำนวนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมนั้นเกิดจากค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
Manufacturing Resource Planning (MRPII)
การบริหารจัดการภายในองค์กร เนื่องจากมีการแข่งขันกันที่สูง องค์กรต่างๆจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการและข้อมูลทั้งหมด ในองค์กร เพื่อที่จะได้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยจะมีการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง โดยการผลิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการติดต่อระหว่างสายการผลิตไปจนถึงช่องทางจำหน่ายทั้งนี้เพื่อที่จะลดขั้นตอนในห่วงโซ่อุปทาน จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต
just in time 
การผลิตหรือการส่งมอบสิ่งของที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ด้วยจำนวนที่ต้องการ โดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องกำหนดปริมาณการผลิตและการใช้วัตถุดิบ ซึ่งหมายรวมถึงบุคคลากรในส่วนงานต่าง ๆ ที่ต้องการงานระหว่างทำ (Work In Process) หรือวัตถุดิบ (Raw Material) เพื่อให้เกิดการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้วัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็นในรูปของวัตถุดิบ (Raw Material), งานระหว่างทำ (Work In Process) และสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) กลายเป็นศูนย์ โดยวัตถุประสงค์ของการผลิตแบบทันเวลาพอดีคือ
1. ต้องการควบคุมวัสดุคงคลังให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดหรือเท่ากับศูนย์ (Zero Inventory)
2. ต้องการลดเวลานำหรือระยะเวลารอคอยในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุดหรือเท่ากับศูนย์ (Zero Lead Time)
3. ต้องการขจัดปัญหาของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Failures)
4. ต้องการขจัดความสูญเปล่าในการผลิตดังต่อไปนี้
        - การผลิตมากเกินไป : ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ถูกผลิตมากเกินความต้องการ
        - การรอคอย : วัสดุหรือข้อมูลสารสนเทศ หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวหรือติดขัดเคลื่อนไหวไม่สะดวก
        - การขนส่ง : มีการเคลื่อนไหวหรือมีการขนย้ายวัสดุในระยะทางที่มากเกินไป
        - กระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ : มีการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น        - การมีวัสดุหรือสินค้าคงคลัง : วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีเก็บไว้มากเกินความจำเป็น
        - การเคลื่อนไหว : มีการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นของผู้ปฏิบัติงาน
        - การผลิตของเสีย : วัสดุและข้อมูลสารสนเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพ
จะขอยกตัวอย่างง่าย ๆ กันเลยว่า JIT มีบทบาทกับเราอย่างไร เอาเป็นเรื่องของการนัดสัมภาษณ์งานก็แล้วกัน เช่น เมื่อบริษัทต้องการที่จะนัดเราสัมภาษณ์งานในเวลา 10:00 น. นั่นหมายถึงว่าผู้สัมภาษณ์หรือผู้บริหารที่จะมาสัมภาษณ์เราได้มีการวางตารางงานเอาไว้แล้ว ว่าช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงเวลาที่สะดวก เขาจะไม่นัดให้มาก่อนหน้านั้น เพราะไม่อยากให้มาสัมภาษณ์งานต้องรอนาน และเขาก็ไม่อยากให้เรามาสายเพราะเนื่องจากผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ต้องการมานั่งรอที่จะสัมภาษณ์งานด้วย และผู้สัมภาษณ์ก็อาจจะมีภาระงานอื่นที่ต้องทำเช่นกัน ฉะนั้นคำว่า Just In Time ก็จะมีความหมายถึงการตรงต่อเวลา ไม่เร็วและไม่สายเกินกว่าเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการรอคอย ได้เป็นอย่างดี
ทีนี้เราลองมาดูกันในส่วนของข้อดีและข้อเสียของระบบ JIT กันดีกว่า
Radio Frequency Identification (RFID)
เป็นระบบฉลากที่ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.. 1980 โดยที่อุปกรณ์ RFID ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นใช้งานเป็นครั้งแรกนั้น เป็นผลงานของ Leon Theremin ซึ่งสร้างให้กับรัฐบาลของประเทศรัสเซียในปี ค.. 1945 ซึ่งอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาในเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดักจับสัญญาณ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวระบุเอกลักษณ์อย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
RFID ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติดอยู่กับวัตถุต่างๆเช่น ผลิตภัณฑ์ กล่อง หรือสิ่งของใดๆ สามารถติดตามข้อมูลของวัตถุ 1 ชิ้นว่า คืออะไร ผลิตที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตอย่างไร ผลิตวันไหน และเมื่อไร ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกี่ชิ้น และแต่ละชิ้นมาจากที่ไหน รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุนั้น ๆ ในปัจจุปันว่าอยู่ส่วนใดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัส (Contact-Less) หรือต้องเห็นวัตถุนั้นๆ ก่อน  ทำงานโดยใช้เครื่องอ่านที่สื่อสารกับป้ายด้วยคลื่นวิทยุในการอ่านและเขียนข้อมูล    RFID มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าระบบบาร์โค้ด
Electronic Product Code (EPC)
เป็นโครงสร้างใหม่ในการกำหนดเลขรหัสให้กับสินค้าที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Auto-ID Center โดยมีองค์กร GS1 เป็นผู้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้การกำหนดเลขรหัสเพื่อบ่งชี้สินค้าแต่ละหน่วย แต่ละชิ้นมีความแตกต่างกัน นับได้ว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าเลขรหัสบาร์โค้ดในระบบเดิม โดยเลขรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EPC) จะเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นและบรรจุอยู่ภายในหน่วยความจำของ RFID Tag เพื่อประโยชน์ในการอ่านและบ่งชี้ข้อมูลต่างๆ สำหรับเลขรหัสบาร์โค้ดเป็นเลขบ่งชี้เพื่อกำกับสินค้าชนิดนั้นๆ โดยสินค้าประเภทเดียวกันที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการก็จะมีเลขรหัสเดียวกันทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุต่างกัน ระบบ EPC จะมีลักษณะการนำไปใช้งานได้มากกว่าระบบบาร์โค้ด เพราะ EPC มีโครงสร้างเลขรหัสที่มีจำนวนตัวเลขมากกว่า จึงสามารถนำไปกำหนดให้กับสินค้าทุกชิ้นมีเลขรหัสที่ต่างกันทั้งหมดได้ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่เหมือนกันแต่คนละชิ้นก็จะมีเลขรหัสต่างกัน ทำให้สินค้าที่มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุต่างกันมีเลขรหัสต่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการสินค้านั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การบ้าน วันที่ 22/11/56 ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งตามความสัมพันธ์,ศัพท์เพิ่มเติม

ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งตามความสัมพันธ์
  1.ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ หรือ ซีอาร์เอ็ม  (Customer Relationship Management -- CRM)  การจัดการ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ คือ การจัดการกิจกรรมที่เกี่ยวกับลูกค้าในปัจจุบัน และลูกค้าที่คาดว่าจะมีในอนาคต เป็นการประสากระบวนการขาย การตลาดและการให้บริการทั้งหมด ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลในงานต่าง  ๆ  วิเคราะห์ ประเมินคุณค่าของลูกค้า ค้นหากลุ่มลูกค้า ความต้องการในสินค้าและบริการ เพื่อนำปรับปรุงให้สอดคล้องต่อไป
2.       ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน หรือ เอสซีเอ็ม  (Supply Chain Management -- SCM) คือ การจัดการ
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน ต้องการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลจากฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับสร้างสินค้าและบริการ การนำส่งลูกค้า การจัดการคลังสินค้า และบริการหลังการขาย เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ระบบที่มีประสิทธิภาพจะสามารถลดค่าใช้จ่ายการทำงานแต่ละขั้นตอน ตามแนวคิดของห่วงโซ่คุณค่า (value chain)

                กิจกรรมหลักเอสซีเอ็ม (SCM  - primary activities)  ประกอบด้วย          
                1)    กิจกรรมด้านขาเข้า (inbound logistics) เช่น
                        การรับจัดเก็บวัตถุดิบ คลังสินค้า การจัดลำดับการขนส่ง การส่งคืน
                2)    กิจกรรมการปฏิบัติการ (operations) เช่น
                        การแปลงปัจจัยวัตถุดิบ ให้เป็นสินค้า การประกอบสินค้า การทำหีบห่อ
1)             กิจกรรมการขายและการตลาด (sales and marketing) เช่น การขายสินค้า  การส่งเสริมการขาย
                4)    กิจกรรมการให้บริการ (services)
                        การให้บริการหลังการขาย การซ่อม การฝึกอบรม การบำรุงรักษา
                5)    กิจกรรมด้านขาออก (outbound logistics)
                        การเก็บรักษาสินค้าสำเร็จรูป การกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค
กิจกรรมสนับสนุนเอสซีเอ็ม (  SCM  - support activities)
                1)    โครงสร้างภายในองค์กร (organization structure)  การจัดการทั่วไป  การวางแผนระบบ งานด้านการเงิน บัญชี ฯลฯ  เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่า
                2)    ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสนับสนุนกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน
                3)    ด้านเทคโนโลยี  การใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี  การผลิต การนำส่ง ฯลฯ
4)    การจัดซื้อจัดหา  วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ

          3.  ระบบวางแผนทรัพยากรขององค์การ หรือ อีอาร์พี   (Enterprise Resource Planning- ERP)  คือ การวางแผน
ควบคุมการปฏิบัติงานและจัดการทรัพยากรสารสนเทศจากการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นในองค์การ ดังนั้นระบบสารสนเทศที่รองรับระบบวางแผนทรัพยากรทั้งองค์การต้องรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน เช่น วัตถุดิบ  ทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากฐานข้อมูลต่าง ๆ   ความสำเร็จของกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และห่วงโซ่อุปทานย่อมมีส่วนของการวางแผนทรัพยากรองค์การช่วยให้องค์การวางแผนประสานงาน การจัดการทรัพยากรกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง


                       คำถามท้ายบทที่ 1

1.             ให้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางธุรกิจที่ต้องแปรสภาพข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์
  ตอบ โรงพยาบาล สำนักงานตำรวจ  ทหาร เป็นต้น

2. 'ระบบสารสนเทศใดๆประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์''ท่านคิดว่าข้อความนี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

  ตอบ  ถูกต้อง เพราะสารสนเทศกว่าจะเป็นสารสนเทศ ต้องผ่านการประมวลผลต่างๆที่ต้องใช้ ฮาร์อแวร์และซอฟต์ช่วยในการประมวลผล

3. ระบบสารสนเทศใดที่พบเห็นบ่อยและใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุด เพราะเหตุใดระบบสารสนเทศแบบนี้จึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
  ตอบ  ระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจ เพราะการตัดดสินใจนั้น มีผลต่อองค์กรณ์ จึงต้องมีสารสนเทศที่ดีและมีประสิทธิภาพ

  4. เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถดึงคนมารวมกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้บุคคลอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้เช่นกัน จงอธิบาย
  ตอบ   มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวไกลไร้พรมแดน ติดต่อกันได้ทั่วโลกโดยที่เราไม่ต้องพบปะกันเลย อาจไม่เคยได้พบเห็นหน้ากันเลย สามารถจัดกลุ่มพูดคุยเจรจา แสดงความคิดเห็นในเรื่องสนทนาเดียวกันได้ อาจจะเป็นสังคม การงาน เพื่อน เพราะเกิดจากการพัฒนาสารสนเทศอย่างไม่มีขีดจำกัด
       ระบบสารเทศทำให้คนเราประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับตนเองได้และทำงานผ่านระบบสารสนเทศได้อย่างดีเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกันการที่เราติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีอาจมีข้อเสียอยู่บ้างเช่น อาจเกิดจากการใช้สารสนเทศไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง

5.อธิบายความแตกต่างระหว่างคำว่าผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์  ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศ  และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  ตอบ  ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ก็คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี อาจรวมถึงระบบ ต่างๆในคอมพิวเตอร์ การสร้างโปรแกรมการเขียนโปรแกรมอะไรต่างๆเหล่านี้ ฯ นั่นเอง
          ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศ ก็คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านระบบสารสนเทศ เข้าใจถึงกระบวนการของระบบสารสนเทศเป็นอย่างดี อาจไม่เก่งหรือชำนวญในเรื่องคอมพิวเตอร์ แต่ก็สามารถเข้าใจระบบสารสนเทศได้
          ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ก็คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าใจถึงกระบวนการต่างๆของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถใช้มันได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะไม่เก่งในเรื้องของคอมพิวเตอร์ หรือ  ระบบสารระสนเทศก็ได้

6. อธิบายคำว่า "symergy" และยกตัวอย่างการนำมาใช้ในธุรกิจ
  ตอบ   synergy  แปลว่า  การผนึกกำลังหรือพลัง  หรือสนธิพลัง  ก่อให้เกิดผลมากกว่าบวก  (สมการของพลังผนึกก็คือ 
ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่มาจาก คำว่า  syn  แปลว่า  รวม ร่วม  และ  energy  แปลว่า  พลัง เช่น  ถ้าเป็นธุรกิจ  ความหมายก็คือการที่ธุรกิจสองธุรกิจรวมกันหรือในเครือมีหลายธุรกิจนั้นเอง  จักต้องก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการที่แต่ละบริษัทหรือแต่ละธุรกิจแยกกันอยู่เดี่ยวๆ หรือทางการเมือง เช่น  นักการเมือง  2  คน ถ้าแต่ละคนสามารถที่จะหาคะแนนเสียงได้  1  ล้านเสียงด้วยตัวเอง  แต่ถ้า  2  คนร่วมมือกัน ทำให้ได้ผลลัพธ์  2.5 ล้านเสียง  synergy  ของพวกเค้าก็จะเท่ากับ    5  แสนเสียงมากกว่าที่ทำกันเองได้

7.ยกตัวอย่าง อุปกรณ์ การนำเข้า และอุปกรณ์การนำออก

ตอบ  อุปกรณ์นำเข้า  เช่น อุปกรณ์แบบกด  (Keyed Device)  คีย์บอร์ด  
         อุปกรณ์นำออก  เช่น  จอภาพ  



8. อธิบายความแตกต่างระหว่าง   TPS  MIS  DSS  GDSS  EIS  และ  ES
  ตอบ   - TPD  คือ  กระบวนการประมวลผลรายการค้า
                    -  MIS  คือ  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
                     -DSS  คือ  ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ
                    -  EIS  คือ  ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริการ
                    -  ES  คือ  ระบบผู้เชี่ยวชาญ

9.ยกตัวอย่าง  functional IS
  ตอบ  เช่น   feature ที่โปรแกรมต้องทำได้เพื่อห้ตรงกับ  requirement  ของลูกค้า  ผู้ใช้ต้องสามารถค้นหาจากฐานข้อมูลทั้งหมดก็ได้หรือ  ค้นหาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของฐานข้อมูลก็ได้  ระบบจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยให้อ่านเอกสาร

10."new business  หมายถึงอะไร
  ตอบ ลูกค้ารายใหม่
11.  “strategic nove is not always a competitive move”  หมายถึง 
  ตอบ การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงการแข่งขัน

12. “competitive advantage is a moving target”  หมายถึง 
  ตอบ เมื่อเปลี่ยนการแข่งขัน เป้าหมายนั้นก็ย่อมเปลี่ยน

13.  เหตุใดระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศจึงทวีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กรยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
  ตอบ การมีระบบสนเทศเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจนั้นทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ถูกต้อง และสามารถบริหารทรัพยากรขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

14.อธิบายและยกตัวอย่างการใช้อินเทอร์เน็ตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศขององค์กร
  ตอบ อินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศขององค์กร เช่น การทำธุรกรรมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมากเมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมอย่างเดียวกันแบบดั่งเดิม

15. อธิบายความหมายของคำว่าการแปรสภาพของธุรกิจ
   ตอบ  คือ เครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านการตลาด  และความได้เปรียบทางธุรกิจ

16. อธิบายเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อทั่วโลก  ว่าเพราะเหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ
   ตอบ  ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อทั่วโลก  คือ  กิจกรรมทางธุรกิจสำหรับกิจการหนึ่งไม่ได้ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นเพียงที่ใดที่หนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง  ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสื่อสารและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายที่มาทั่วโลก  เมื่อธุรกิจนั้นจะสามารถบริหารธุรกิจที่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก

17. องค์กรดิจิทัลคืออะไร  เกี่ยวข้องอย่างไรกับระบบสารสนเทศ
  ตอบ  องค์กรดิจิทัล  คือ  องค์กรที่มีการใช้ระบบการสื่อสารแบบดิจิทัลในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลภายในและภายนอกองค์กร  ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างพนักงาน  การติดต่อกับลูกค้าหรือคู่ค้า

18. ระบบสานสนเทศมีหลายมุมมอง  มุมมองเหล่านี้ได้แก่อะไรบ้าง  แต่ละมุมมองหมายความว่าอย่างไร
  ตอบ  การจำแนกระบบสารสนเทศสามารถจำแนกโดยใช้เกณฑ์ต่างๆ คือ
                 1.  จำแนกตามระดับความซับซ้อนของระบบงาน
2.  จำแนกตามลักษณะงานหรือหน้าที่งาน
3.  จำแนกตามประเภทของธุรกิจ

19.  อธิบายห่วงโซ่เพิ่มมูลค่าของสารสนเทศ
  ตอบ  ห่วงโซ่เพิ่มมูลค่าของสารสนเทศ  คือ  ระบบสารสนเทศเอื้ออำนวยให้กิจการสามารถเพิ่มรายได้หรือลดค่าใช้จ่ายได้  โดยการนำเสนอสารสนเทศที่สนับสนุนให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

20.  ยกตัวอย่างอาชีพด้านสารสนเทศมา  2  อาชีพ  อธิบายภาระงานหรือลักษณะงานของแต่ละอาชีพโดยสังเขป
  ตอบ  อาชีพ บัญชี  การบันทึกรายการค้าและนำเสนอผลของการค้าเหล่านั้นในงานการเงินและรายงานต่างๆ งบการเงิน
                          อาชีพการผลิต  จัดทำแผนงานการผลิตหลัก  การจัดทำแผนรายการความต้องการวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนแผนการผลิต

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Internet Intranet extranet

อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ 
ความหมายของ Intranet คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กภายในองค์กรเช่น ระบบเครือข่าย Intranet โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา intra แปลว่า ภายใน, และ net แปลว่าเครือข่าย แปลความหมายได้ง่ายๆว่า เครือข่ายภายในครับ intranet เป็นการนำเอารูปแบบ http และโปรโตคอล ต่างๆที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต มาทำเป็นเครือข่ายภายในองค์กรณ์ ทำให้ ถ้าหากคนในองค์กร ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็น ก็สามารถจะใช้ Intranet ได้ทันที ทำให้ประหยัดเวลา ในการอบรม และ สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกันภายในองค์กรได้
เครือข่ายภายนอกองค์กร หรือ เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต (Intranet) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาของผู้จัดจำหน่าย หรือของลูกค้า เป็นต้น โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 72 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลาย ๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้
ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วจะอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้น โดยผู้ใช้จากภายนอกที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่านเครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต อาจถูกแบ่งเป็นประเภท ๆ เช่น ผู้ดูแลระบบ สมาชิก คู่ค้า หรือผู้สนใจทั่วๆ ไป เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิในการเข้าใช้งานเครือข่ายที่แตกต่างกันไป

ความตกต่าง
อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ความหมายของ Intranet คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กภายในองค์กร
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) ระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กรกับภายนอกเข้าด้วยกัน
nt-faC 2 : e � �� -bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;color:black;mso-themecolor:text1;background: #16A7F6'>คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กภายในองค์กร

เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) ระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กรกับภายนอกเข้าด้วยกัน

ทดสอบ

ทดสอบ